แปลเพลง Afire Love – Ed Sheeran

Ed Sheeran – Afire Love
Grab your tissues,
Ed Sheeran’s ‘Afire Love’ will make you bawl your eyes out.

Things were all good yesterday
And then the devil took your memory
And if you fell to your death today
I hope that heaven is your resting place
I heard the doctors put your chest in pain
But then that could’ve been the medicine
And now you’re lying in the bed again
Either way I’ll cry with the rest of them

ทุกสิ่งทุกอย่างดีๆ อยู่ด้วยซ้ำเมื่อวานนี้
จากนั้นปีศาจก็มาเอาความทรงจำล้ำค่านั้นไปจากคุณ
และถ้าหากคุณจะสิ้นลมไปในวันนี้
ผมก็หวังว่าสรวงสวรรค์นั้นจะเป็นที่พักแห่งนั้นของคุณ
ได้ยินมาว่าพวกหมอทำให้หน้าอกของคุณเจ็บระบมไปหมด
แต่นั่นก็อาจจะเป็นการให้ยาการได้นี่นะ
และตอนนี้คุณก็ได้นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง
สิ่งที่ผมทำได้ก็มีเพียงนั่งร้องไห้ข้างๆ เตียงนั้นกับทุกๆ คน

And my father told me, son
It’s not his fault he doesn’t know your face
And you’re not the only one
Although my grandma used to say
That he used to sing.

และพ่อก็กระซิบบอกผมว่า
“ลูกพ่อ มันไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกที่เขาจำหน้าลูกไม่ได้ คนอื่นๆ ก็เลือนหายไปจากความทรงจำของเขาเหมือนกัน”
ถึงอย่างนั้น คุณย่าของผมก็เคยพูดถึงเขา
บอกว่าเขามักจะชอบร้องเพลงอยู่บ่อยๆ ว่า…

Darling, hold me in your arms the way you did last night
And we’ll lie inside for a little while, here oh
I could look into your eyes until the sun comes up
And we’re wrapped in light, in life, in love
Put your open lips on mine and slowly let them shut
For they’re designed to be together, oh
With your body next to mine our hearts will beat as one
And we’re set alight, we’re afire love

“ที่รัก โอบกอดผมเอาไว้อย่างที่คุณทำเมื่อคืนสิ
แล้วก็นอนกอดกันอยู่อย่างนี้กันอีกซักหน่อย ตรงนี้แหละ ไม่ต้องไปไหนหรอก
ผมสามารถจ้องดวงตาคู่งามของคุณได้ถึงรุ่งเช้าไม่มีเบื่อเลย
และเราถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงที่เปล่งประกาย ถูกห้อมล้อมไปด้วยความมีชีวิตชีวา และความรัก
ประกบริมฝีปากที่เผยอออกของคุณบนเรียวปากผมแล้วค่อยๆ ปิดลงเสียสิ
เพื่อที่ริมฝีปากทั้งสองคู่นี้จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
การที่มีคุณอยู่เคียงข้างกันนั้นทำให้ใจของเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
แสงนั้นเปล่งประกายเพราะเราทั้งคู่  เราสองนั้นโชติช่วงด้วยเปลวเพลิงแห่งรัก”

Things were all good yesterday
But then the devil took your breath away
And now we’re left here in the pain
Black suit, black tie, standing in the rain
And now my family is one again
Stapled together with the strangers and a friend
Came to my mind, I should paint it with a pen
Six years old, I remember when

ทุกสิ่งทุกอย่างยังดีๆ อยู่เลยเมื่อวานนี้
แต่หลังจากนั้นปีศาจก็มาพรากลมหายใจของคุณไป
และตอนนี้พวกเราที่เหลือก็ถูกทิ้งไว้พร้อมกับความเจ็บปวด
สูทดำ เนคไทดำ ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน
และตอนนี้ครอบครัวของเราก็กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
มีทั้งคนแปลกหน้าและเพื่อนของเรา
ความรู้สึกเหล่านี้ผุดขึ้นในจิตใจ ผมควรจะหยิบปากกามาบันทึกภาพเหล่านี้ไว้
ตอนที่อายุหกขวบ ผมจำได้ว่า

My father told me, son
It’s not his fault he doesn’t know your face
And you’re not the only one
Although my grandma used to say
He used to sing.

พ่อบอกผมว่า
“ลูกพ่อ มันไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกที่เขาจำลูกไม่ได้ เขาก็จำคนอื่นๆ ไม่ได้เหมือนกัน”
แต่ถึงอย่างนั้นคุณย่าก็เคยบอกผมว่า
เขานั้นชอบร้องเพลงเพลงนี้

Darling, hold me in your arms the way you did last night
And we’ll lie inside for a little while, here oh
I could look into your eyes until the sun comes up
And we’re wrapped in light, in life, in love
Put your open lips on mine and slowly let them shut
For they’re designed to be together, oh
With your body next to mine our hearts will beat as one
And we’re set alight, we’re afire love

“คนดี โอบกอดผมเอาไว้เหมือนที่คุณทำเมื่อคืนได้มั้ย?
และให้เรานอนกอดกันอย่างนี้ต่อไปอีกซักหน่อย
ผมสามารถจ้องดวงตาคู่นี้ของคุณจนถึงรุ่งเช้า
และเราทั้งคู่นั้นก็ถึงอาบไล้ไปด้วยแสงสว่าง ความมีชีวิตชีวาและรักของเรา
ทาบริมฝีปากแสนสวยที่เผยอออกของคุณลงบนริมฝีปากผมและค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ
เพื่อที่เรียวปากสองคู่นี้จะได้อยู่ด้วยกัน
การที่มีคุณอยู่ข้างกายนั้น หัวใจสองดวงนี้ของเราจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
และเราได้เปล่งประกายแสงนั้น เราทั้งคู่นั้นลุกโชนไปด้วยรัก”

To the love we love to love we love
To the love we love to love we love
To the love we love to love we love

แด่ความรักของเราทั้งคู่
ความรักของเราทั้งคู่
รักที่ผูกเราเอาไว้ด้วยกัน

And my father and all of my family rise from their seats to sing hallelujah
And my mother and all of my family rise from their seats to sing hallelujah
And my brother and all of my family rise from their seats to sing hallelujah
(And all of my brothers and my sisters, yeah)
And my father and all of my family rise from their seats to sing hallelujah

และคุณพ่อ และทุกๆ คนในครอบครัว ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เปล่งเสียงร้องฮาเลลูยาห์
คุณแม่และทุกคนในครอบครัว ลุกขึ้นยืน ร้องสรรเสริญว่าฮาเลลูยาห์
และพี่ชายของผมและสมาชิกทุกคนในครอบครัว ลุกจากเก้าอี้ เปล่งเสียงออกมาว่าฮาเลลูยาห์
(และบรรดาน้องชาย พี่สาว พี่ชายและน้องสาวของผม)
และคุณพ่อ และทุกๆ คนในครอบครัว ลุกขึ้นยืนแล้วเปล่งเสียงร้องฮาเลลูยาห์

To the love we love to love we love
To the love we love to love we love
To the love we love to love we love

แด่ความรักของเรา
รักของเราทั้งคู่
ร้องเพลงนี้เพื่อระลึกถึงรักของเรา….
ที่มาของเพลง (แปลมาจากเว็บไซต์ต่างประเทศนะคะ)

The emotional midtempo piano tune is a dedication to Ed’s grandfather, who battled with Alzheimer’s for 20 years
before his death last year. Sheeran reportedly finished writing the track at his grandfather’s funeral.

ท่วงทำนองของเปียโนนี้อุทิศให้แก่คุณปู่ผู้ซึ่งต้องต่อสู้กับโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์มานับยี่สิบปีจนกระทั่งจากไปเมื่อปีที่แล้วของเอ็ด
โดยเอ็ดได้แต่งเพลงนี้จบภายในงานศพของคุณปู่ของเขา

The personal song takes listeners on a heartwrenching journey as Ed recounts the moment his grandfather succumbed
to the disease and no longer recognised his grandson.

เพลงที่มีความหมายล้ำลึกนี้ได้พาผู้ฟังดำดิ่งลงไปยังเส้นทางอันน่าสะเทือนใจที่เอ็ดได้บอกเล่าเรื่องราวของคุณปู่ผู้พ่ายแพ้ให้กับโรคร้ายและไม่อาจจำหลานชายของตัวเองได้อีกต่อไป

“My father told me, son/ It’s not his fault he doesn’t know your face/ And you’re not the only one,” he sings.

“พ่อผมบอกว่า
ลูกชาย มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลยซักนิดที่เขาจำหน้าลูกไม่ได้, และลูกก็ไม่ใช่คนเดียวที่เลือนหายไปจากความทรงจำของเขา”
เอ็ดร้องเอาไว้ในบทเพลงนี้

Ed also writes about what seemed to have been a powerful love between his grandparents, sharing loving words
that his grandfather said to his grandma: “Put your open lips on mine and slowly let them shut/ For they’re designed to be together/ With your body next to mine, our hearts will beat as one/ And we’re set alight, we’re afire in love.”

เอ็ดยังเขียนถึงเรื่องราวความรักอันแสนทรงพลังระหว่างปู่และย่าของเขา ซึ่งได้ส่งผ่านถ้อยคำแห่งรักแก่กันและกัน

ทาบริมฝีปากแสนสวยที่เผยอออกของคุณลงบนริมฝีปากผมและค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ
เพื่อที่เรียวปากสองคู่นี้จะได้อยู่ด้วยกัน
การที่มีคุณอยู่ข้างกายนั้น หัวใจสองดวงนี้ของเราจะเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
และเราได้เปล่งประกายแสงนั้น เราทั้งคู่ได้ลุกโชนไปด้วยรัก”

The song concludes with what seems to be Ed and his family at the funeral as a gospel-choir sound echoes over
the singer singing “hallelujah.”

ท่อนสุดท้ายของบทเพลงนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเอ็ดและครอบครัวได้ร้องเลงสรรเสริญพระเจ้าในงานศพของคุณปู่ผู้เป็นที่รักของเขาตามท่อนที่ว่า
” ฮาเลลูยาห์”

This isn’t the first time Ed has paid tribute to his late grandfather. At the
Grammy Awards back in February, he paired his Gucci suit with his Grandad’s tie. The necktie featured
a pair of boxing gloves and the British Boxing Board of Control’s logo, of which Ed’s grandfather was a member.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอ็ดได้ร้องเพลงอุทิศให้กับคุณปู่ของเขา ในงานแกรมมี่อวอร์ดเมื่อกุมภาพันธ์ที่แล้ว เอ็ดได้สวมเนคไทของคุณปู่คู่กับชุดสูท
Gucci ของตัวเอง โดยที่เนคไทนั้นได้ปักเป็นรูปนวมต่อยมวยและสัญลักษณ์ของ
British Boxing Board of Control ที่ครั้งหนึ่งคุณปู่ของเขาเคยเป็นสมาชิกอยู่
ต้นฉบับ:

http://www.mtv.com/news/1847054/ed-sheeran-afire-love-song/

Good day everyone, I am Bella A. Ittisereekul and I am burdened with the glorious purpose, delivering the complex meaning behind any songs that are fascinating and profound through MUSICSAYING blog. My passion is anything related to languages, and my spare time is spent on reading, listening to music, watching movie, and fangirling. We are willing to translate and interpret any songs that particularly have a special meaning for you so feel free to make any requests.